Life Lessons บทเรียนชีวิต

 

จุดเปลี่ยน คือ เมื่อพบปัญหาในชีวิตและทนไม่ได้

 

คนส่วนใหญ่ที่ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาชีวิต ด้วยการคิดจะเปลี่ยนแปลงตนเองน้ัน มักจะเกิดจากที่เราผ่านเหตุการณ์อะไรบางอย่าง แล้วมองเห็นว่าตัวเองทำผิดซ้ำๆ เกิดปัญหาเดิมๆ จนตนเองเริ่มคิดว่ารับไม่ได้กับเรื่องของตัวเอง เช่น เอะอะก็ปรี๊ด โกรธ เดี๋ยวก็โมโห หรือ อยากได้นั่นนี่ตลอดเวลา ตัดสินคนอื่นตลอดเวลา ไม่ชอบคนอย่างนั้น ไม่อยากใกล้คนอย่างนี้ รู้สึกเกลียด ไม่พอใจสภาพที่เป็นอยู่

เมื่อเราใช้ชีวิตแบบนี้วันแล้ววันเล่า เราตั้งใจอยู่กับงานของเรา มีอารมณ์แบบศิลปิน เดี๋ยวก็อ่อนไหว ร้องไห้ท้ังวันทั้งคืนไม่จบไม่สิ้น เราจะไม่รู้ตัวเลยนั่นคือการใช้ชีวิตไม่ถูกต้อง เราใช้ชีวิตอยู่ในกิเลส เราปล่อยให้กิเลสพาชีวิตเราไป เวลาเราดีใจเรากระโดดขึ้นไป เวลาเราเสียใจก็ดิ่งสุด ชีวิตมันขึ้นลง

พอเกิดปัญหาที่มาถึงทางตัน ก็ถามตัวเองว่า ทำไมเราเป็นแบบนี้อีกแล้ว จะอีกนานไหม เมื่อไรเราจะมีความสุข

ตัวอย่างสังเกตง่ายๆ เวลาขับรถบนถนนในกรุงเทพฯ อย่างที่รู้ๆ กันทำให้เราสามารถ “ของขึ้น” ได้ตลอดเวลา ใครปาดหน้ารถเรานี่ เราจะหงุดหงิดโมโห รู้สึกโกรธ แต่แล้วเมื่อเราฝึกฝนตนเองไปกระทั่งวันหนึ่ง ถ้าขับรถไปแล้วมีคนปาดหน้าไป และได้เห็นตัวเองเลยว่ากำลังจะโกรธขึ้นมา รู้ทันภายในใจตัวเองเลยว่าความรู้สึกกำลังจะเกิดขึ้น แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้ของขึ้นนะ แต่เรารับรู้ลึกลงไปถึงใจตัวเอง ถ้าฝึกถึงขนาดนั้น แทนที่จะโกรธ เราสามารถที่จะบอกตัวเองได้  หรือถามตัวเองว่าโกรธแล้วได้อะไร เพราะอะไร มีสาเหตุหรือเปล่า รักษาระดับอารมณ์ให้เป็นเส้นตรงไปเรื่อยๆ ไม่เหวี่ยง ซึ่งตอนที่รู้วิธีที่จะเป็นแบบนี้แล้ว เราจะสามารถตั้งสติเตือนตัวเองได้

 

ฝึกพัฒนาตนเอง แก้ปัญหาชีวิต

ลองถามตนเองว่าในชีวิตของเรามีแต่ รัก โลภ โกรธ หลง ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เราเสื่อมลง การได้ฝึกตนเองเพื่อให้อยู่บนโลกนี้อย่างมีความสุข ดำเนินชีวิตไปสู่ความสำเร็จอย่างมีความสุข ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ไปวันๆ ก็โกรธ โมโห อยากได้นั่นได้นี่ โลภ แล้วถามว่าตรงไหนคือความสุขของชีวิต

ก่อนที่จะฝึกพัฒนาตนเอง และกลับมาปฏิบัติโดยสม่ำเสมอ หลายคนแทบจะไม่เคยรู้ว่าปัญหาจริงๆ คืออะไร รู้แต่ว่าไม่มีความสุข ชีวิตมีปัญหา คืออธิบายไม่ถูกเหมือนกันหมด แต่เมื่อทุกคนต้องฝึกด้วยตนเอง เมื่อนั้นถึงจะรู้ว่า สติกับใจเราจะแข็งแรงมากขึ้น พอที่จะเห็นว่าอะไรถ้าทำไปแบบนี้จะเจอปัญหาแน่ๆ ทางหายนะมันอยู่ตรงหน้านี้นะ แล้วจะเดินต่อไปไหม ทุกคนจะเห็นได้เอง การฝึกทุกวันจนตัวเองมีสติเข้มแข็งนั้นสำคัญมาก

เมื่อฝึกพัฒนาตนเองจนเจอทางสุขแล้ว ก็เดินบนทางนี้ ไม่จำเป็นต้องไปบวชถึงจะพบ เราก็ใช้ชีวิตตามปกติของคนสามัญได้ แต่มีความสุขกว่าคนอื่น

สิ่งแรกที่ต้องขอให้ลองก่อน คือ เริ่มลงมือทำ ซึ่งก็ทำเองได้ง่ายๆ อาจจะแค่สวดมนต์ที่บ้านทุกวัน หรือการนั่งสมาธิ ตั้งสติมีจิตจดจ่ออยู่ที่เสียงในใจของตัวเองเท่านั้น ถ้าเราฝึกเป็นประจำนานพอ เราก็จะค้นพบว่า ความสุขจริงๆ หาได้ไม่ยากเลย

 

เพลงที่ให้ “กำลังใจ”​

เพลงคือสิ่งที่มนุษย์สร้างเลียนแบบขึ้น แต่ธรรมชาติของโสตประสาทจะรับรู้เสียงที่เข้าได้กับธรรมชาติของระบบประสาทและสมอง เพราะฉะนั้นเสียงอะไรที่ไม่เป็นธรรมชาติ หรือเกินธรรมชาติโสตประสาทเราก็จะรับไม่ได้ หรือที่เรียกว่า “เข้าไม่ถึง”​ โน้ตแต่ละตัว เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นที่มาบรรเลง เสียงแต่ละเสียงที่ประกอบขึ้นเป็นเพลง จึงต้องมีคุณภาพที่เลียนแบบเสียงธรรมชาติได้อย่างแท้จริง ถึงจะให้ประสิทธิภาพในการรับรู้ได้มากที่สุด

ดังนั้นหากนึกถึงเพลงที่ให้กำลังใจ เพลงที่ทำให้คนรับรู้ความรู้สึกนั้นได้ อันเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เรียกคืนความสุข ความหวัง และพลังใจจากข้างใน นั่นคือใช้ “เสียง”​ ถ่ายทอดเป็นเนื้อหาเพลงที่ผ่านโสตประสาท เพื่อให้คนฟังเข้าถึง และต้องมีเนื้อร้อง ทำนอง เสียงร้อง เสียงดนตรีที่ตั้งใจทำขึ้นโดยเฉพาะ และเลือกทุกตัวโน้ตได้อย่างเหมาะสม

เพลงที่สร้างแรงบันดาลใจ คือ เพลงที่บอกให้เคารพตัวตนของคุณเอง เริ่มต้นจากการเปิดใจตนเองก่อน ลองมองดูใจว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา หลายคนผ่านความเจ็บปวดมามากมาย ผ่านอุปสรรค และปัญหามานับไม่ถ้วน เคยถามตัวเองบ้างไหม ว่าผ่านมาได้อย่างไร และใจของตนเอง ซึ่งมีดวงเดียวดวงเดิมของตนทนสู้มาได้อย่างไร คำตอบก็คือ ก็มีแต่ตัวคุณเองเท่านั้น ใจของตนเองที่ยืนหยัดมาตลอด ไม่มีใครให้กำลังใจคุณได้มากกว่าตัวคุณเอง ดังนั้น การให้กำลังใจตัวเอง ต้องคิดรักตนเอง ให้เกียรติตนเอง ให้อภัยตนเอง เพลงก็จะเข้าไปในความคิดเรา บอกให้เราเป็นกำลังใจให้ตัวเอง

การฟังเพลงที่ปรับความคิดเราได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง จะเหมือนหรือเทียบเท่ากับการนั่งสมาธิ ทำให้จิตใจสงบ มีพลัง และได้อยู่กับความคิดของตนเอง ถ้าได้ฟังเป็นประจำ เราจะพบกับกำลังใจที่เป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรมในชีวิตของเราให้สู่ความสำเร็จได้โดยง่าย